เกี่ยวกับคณะ

 
  • ปรัชญาและปณิธาน / Philosophy & Aspirations

    ผลิตบัณฑิตคุณภาพดี เทคโนโลยีก้าวหน้า  พึ่งพาตนเอง
    To produce high-caliber graduates through advanced technology
    and institutional self-dependence

    วิสัยทัศน์ / Vision

    คณะวิศวกรรมศาสตร์มุ่งสู่ความเป็นเลิศด้านวิชาการ วิจัยและนวัตกรรมในระดับสากล
    ที่สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน
    The Faculty of Engineering aims to achieve global recognition as a
    self-sustaining center of academic, research and innovation excellence

    พันธกิจ / Mission

    ผลิตวิศวกรมืออาชีพที่มีความสามารถและรอบรู้ทางเทคนิค พร้อมด้วยคุณธรรม จริยธรรม และความรับผิดชอบทางสังคม และขยายงานทางด้านการวิจัยและบริการทางวิชาการ
    ให้เป็นที่ยอมรับของสังคม และนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ
    To produce professional engineers, who are recognized for their competence and technical knowledge as well as their ethical, moral and social responsibilities; and to provide extensive and socially recognized academic and research services, which contribute towards the self-sustainable development of the country

    ประเด็นยุทธศาสตร์การบริหารคณะวิศวกรรมศาสตร์

    สำหรับประเด็นยุทธศาสตร์การบริหารคณะวิศวกรรมศาสตร์ ประกอบด้วยด้านต่างๆ ดังนี้

    1. ผลิตบัณฑิตสาขาวิศวกรรมศาสตร์ที่สอดคล้องกับความต้องการของประเทศทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ

    2. ผลิตผลงานวิจัยที่สนองตอบต่อการเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยของมก.บนพื้นฐานของการพึงพาตนเองและช่วยเสริมสร้างความเข็มแข็งให้กับเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

    3. ให้งานบริการวิชาการเป็นแนวทางสร้างรายได้ ชื่อเสียง ภาพลักษณ์ และ คุณภาพชีวิตการท างานของอาจารย์และบุคลากรของ

    4. ปลูกฝังคุณค่าวัฒนธรรมไทยและภูมิปัญญาไทย ส่งเสริมให้มีการผสมผสานกิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรมเข้ากับทุกภารกิจของคณะวิศวกรรมศาสตร์

    5. การบริหารจัดการอย่างประสิทธิภาพ โดยยึดหลักธรรมาภิบาล เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม

    ค่านิยมคณะวิศวกรรมศาสตร์

    Core Value of Faculty of Engineering KU
    จริยธรรมนำหน้า        E    Ethics
    นำพาเทคโนโลยี        N    New technology
    เขียวขจีสภาพแวดล้อม    G    Green Environment
    พร้อมรับผิดชอบ        R    Responsibility
    นอบน้อมบริการ        S    Service mind
    สานงานต่อเนื่อง        C    Continuity
    เน้นเรื่องคุณภาพ        H    High-Quality
    บาทบาทผู้ริเริ่ม            O   Originality
    เพิ่มผลงานประจักษ์        O    Outstandingness
    รักการเรียนรู้            L    Learning Organization

    เอกลักษณ์ของคณะวิศวกรรมศาสตร์

    คณะวิศวกรรมศาสตร์ คือองค์กรนวัตกรรม

  • Head-of-Department

  • ทำเนียบผู้บริหารตั้งแต่โรงเรียนช่างชลประทาน
    คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

  • พระราชบัญญัติ
    มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
    พ.ศ. ๒๕๔๑
    ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
    ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๑
    เป็นปีที่ ๕๓ ในรัชกาลปัจจุบัน
    พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
    โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
    จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำ และยินยอมของรัฐสภา ดังต่อไปนี้
    มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๔๑”
    มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
    มาตรา ๓ ให้ยกเลิก
    (๑) พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๑๑
    (๒) ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๘๐ ลงวันที่ ๑๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๕
    มาตรา ๔ ให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๑๑ เป็นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ตามพระราชบัญญัตินี้และเป็นนิติบุคคล
    มาตรา ๕ ในพระราชบัญญัตินี้
    “มหาวิทยาลัย” หมายความว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
    “สภามหาวิทยาลัย” หมายความว่า สภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
    “วิทยาเขต” หมายความว่า เขตการศึกษาของมหาวิทยาลัยที่มีคณะ วิทยาลัย สถาบัน สำนัก ศูนย์หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะตั้งแต่สองส่วนราชการขึ้นไปตั้งอยู่ในเขตนั้นตามที่สภามหาวิทยาลัยกำหนด
    มาตรา ๖ ให้รัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัยรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกประกาศทบวงมหาวิทยาลัยเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
    ประกาศทบวงมหาวิทยาลัยนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
    หมวด ๑
    บททั่วไป
    มาตรา ๗ ให้มหาวิทยาลัยเป็นสถานศึกษาและวิจัย มีวัตถุประสงค์ให้การศึกษา ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง ทำการสอน ทำการวิจัยให้บริการทางวิชาการแก่สังคมและทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม
    มาตรา ๘ มหาวิทยาลัยอาจแบ่งส่วนราชการ ดังนี้
    (๑) สำนักงานอธิการบดี
    (๒) สำนักงานวิทยาเขต
    (๓) บัณฑิตวิทยาลัย
    (๔) คณะ
    (๕) วิทยาลัย
    มหาวิทยาลัยอาจให้มีสถาบัน สำนัก ศูนย์หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ เพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ในมาตรา ๗ เป็นส่วนราชการในมหาวิทยาลัยอีกได้
    สำนักงานอธิการบดีและสำนักงานวิทยาเขต อาจแบ่งส่วนราชการเป็นกองหรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่ากอง
    บัณฑิตวิทยาลัย สถาบัน สำนัก ศูนย์หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ อาจแบ่งส่วนราชการเป็นสำนักงานเลขานุการ กองหรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่ากอง
    คณะและวิทยาลัย อาจแบ่งส่วนราชการเป็นสำนักงานเลขานุการ ภาควิชา กองหรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชาหรือกอง
    สำนักงานเลขานุการ กอง หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่ากอง อาจแบ่งส่วนราชการเป็นแผนกหรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าแผนก
    มาตรา ๙ การจัดตั้ง การรวม และการยุบเลิก สำนักงานวิทยาเขต บัณฑิตวิทยาลัย คณะ วิทยาลัย สถาบัน สำนัก ศูนย์หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
    การแบ่งส่วนราชการเป็นสำนักงานเลขานุการ ภาควิชา หน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชา กอง และแผนกหรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่ากองหรือแผนก ให้ทำเป็นประกาศทบวงมหาวิทยาลัย
    มาตรา ๑๐ ภายใต้วัตถุประสงค์ตามมาตรา ๗ มหาวิทยาลัยจะรับสถาบันการศึกษาชั้นสูง สถาบันวิจัย หรือสถาบันส่งเสริมวิชาการชั้นสูงอื่นเข้าสมทบในมหาวิทยาลัยก็ได้ และมีอำนาจให้ปริญญา อนุปริญญา หรือประกาศนียบัตรชั้นใดชั้นหนึ่งแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันสมทบนั้นได้
    การรับเข้าสมทบหรือการยกเลิกการสมทบซึ่งสถาบันการศึกษาชั้นสูงสถาบันวิจัย หรือสถาบันส่งเสริมวิชาการชั้นสูง ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
    การควบคุมสถาบันการศึกษาชั้นสูง สถาบันวิจัย หรือสถาบันส่งเสริมวิชาการชั้นสูงที่เข้าสมทบในมหาวิทยาลัย ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
    มาตรา ๑๑ นอกจากเงินที่กำหนดไว้ในงบประมาณแผ่นดิน มหาวิทยาลัยอาจมีรายได้ ดังนี้
    (๑) เงินผลประโยชน์ ค่าธรรมเนียม ค่าปรับ และค่าบริการต่างๆ ของมหาวิทยาลัย
    (๒) เงินและทรัพย์สินซึ่งมีผู้อุทิศให้แก่มหาวิทยาลัย
    (๓) รายได้หรือผลประโยชน์ที่ได้จากทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย
    (๔) รายได้หรือผลประโยชน์ที่ได้มาจากการใช้ที่ราชพัสดุซึ่งมหาวิทยาลัยปกครองดูแล หรือใช้ประโยชน์
    (๕) รายได้หรือผลประโยชน์อื่นๆ
    ให้มหาวิทยาลัยมีอำนาจในการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้และจัดหาประโยชน์จากทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย ทั้งที่เป็นที่ราชพัสดุตามกฎหมายว่าด้วยที่ราชพัสดุและที่เป็นทรัพย์สินอื่น
    รายได้ของมหาวิทยาลัยรวมทั้งเบี้ยปรับที่เกิดจากการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัยไม่เป็นรายได้ที่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลังและกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ เว้นแต่เบี้ยปรับที่เกิดจากการผิดสัญญาลาศึกษาและเบี้ยปรับที่เกิดจากการผิดสัญญาซื้อทรัพย์สินหรือสัญญาจ้างทำของที่ดำเนินการโดยใช้เงินงบประมาณ
    มาตรา ๑๒ บรรดาอสังหาริมทรัพย์ที่มหาวิทยาลัยได้มาโดยมีผู้อุทิศให้หรือได้มาโดยการซื้อหรือแลกเปลี่ยนจากรายได้ของมหาวิทยาลัยตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับไม่ถือเป็นที่ราชพัสดุ และให้เป็นกรรมสิทธิ์ของมหาวิทยาลัย
    มาตรา ๑๓ บรรดารายได้และทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยจะต้องจัดการเพื่อประโยชน์ภายในขอบวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัยตามมาตรา ๗
    เงินและทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้มหาวิทยาลัยจะต้องจัดการตามเงื่อนไขที่ผู้อุทิศให้กำหนดไว้และต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัย
    หมวด ๒
    การดำเนินงาน
    มาตรา ๑๔ ให้สภามหาวิทยาลัย ประกอบด้วย
    (๑) นายกสภามหาวิทยาลัย ซึ่งจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง
    (๒) กรรมการสภามหาวิทยาลัยโดยตำแหน่ง ได้แก่ อธิการบดี ประธานสภา ข้าราชการและประธานกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย
    (๓) กรรมการสภามหาวิทยาลัยจำนวนแปดคน ซึ่งเลือกจากผู้ดำรงตำแหน่งรองอธิการบดี คณบดี ผู้อำนวยการสถาบัน ผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการศูนย์ หรือหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ
    (๔) กรรมการสภามหาวิทยาลัยจำนวนแปดคน ซึ่งเลือกจากคณาจารย์ประจำของมหาวิทยาลัยซึ่งได้ทำการสอนในมหาวิทยาลัยมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี และมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งตาม (๓)
    (๕) กรรมการและเลขานุการสภามหาวิทยาลัยจำนวนหนึ่งคน ซึ่งอธิการบดีเลือกจากผู้ดำรงตำแหน่งรองอธิการบดี และมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งตาม (๓)
    (๖) กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนสิบเอ็ดคนซึ่งจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากบุคคลภายนอกมหาวิทยาลัย
    ให้สภามหาวิทยาลัยเลือกกรรมการสภามหาวิทยาลัยคนหนึ่งเป็นอุปนายกสภามหาวิทยาลัยและให้อุปนายกสภามหาวิทยาลัยทำหน้าที่แทนนายกสภามหาวิทยาลัยเมื่อนายกสภามหาวิทยาลัยไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ หรือเมื่อไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัย
    มาตรา ๑๕ นายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัยตามมาตรา ๑๔ (๓) (๔) (๕) และ (๖) มีวาระการดำรงตำแหน่งสองปี แต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง หรืออาจได้รับเลือกใหม่อีกได้
    นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามวรรคหนึ่ง นายกสภามหาวิทยาลัย และกรรมการสภามหาวิทยาลัยตามมาตรา (๑๔) (๓) (๔) (๕) และ (๖) พ้นจากตำแหน่ง เมื่อ
    (๑) ตาย
    (๒) ลาออก
    (๓) มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ถอดถอน เพราะขาดคุณสมบัติของการเป็นนายกสภามหาวิทยาลัยหรือกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ
    (๔) ขาดคุณสมบัติของการเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยในประเภทนั้น
    ในกรณีที่นายกสภามหาวิทยาลัยหรือกรรมการสภามหาวิทยาลัยตามมาตรา ๑๔ (๓) (๔) (๕) และ (๖) พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งหรือได้มีการเลือกผู้ดำรงตำแหน่งแทนแล้ว ให้ผู้ซึ่งได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งหรือได้รับเลือกอยู่ในตำแหน่งเพียงเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน
    ในกรณีที่นายกสภามหาวิทยาลัยหรือกรรมการสภามหาวิทยาลัยพ้นจากตำแหน่งตามวาระ แต่ยังมิได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกสภามหาวิทยาลัยหรือกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ หรือยังมิได้เลือกกรรมการสภามหาวิทยาลัยอื่นขึ้นใหม่ ให้นายกสภามหาวิทยาลัยหรือกรรมการสภามหาวิทยาลัยซึ่งพ้นจากตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกสภามหาวิทยาลัยหรือกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ หรือได้มีการเลือกกรรมการสภามหาวิทยาลัยอื่นขึ้นใหม่แล้ว
    ในกรณีที่กรรมการสภามหาวิทยาลัยที่ได้รับเลือกตามมาตรา ๑๔ (๓) (๔) (๕) และ (๖) พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระไม่เกินเก้าสิบวัน สภามหาวิทยาลัยจะไม่ดำเนินการเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง หรือเลือกกรรมการสภามหาวิทยาลัยขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่างก็ได้
    มาตรา ๑๖ สภามหาวิทยาลัยมีอำนาจและหน้าที่ควบคุมดูแลกิจการทั่วไปของมหาวิทยาลัย และโดยเฉพาะให้มีอำนาจและหน้าที่ดังนี้
    (๑) วางนโยบายของมหาวิทยาลัยเกี่ยวกับการศึกษา การวิจัย การให้บริการทางวิชาการแก่สังคม และการทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม
    (๒) วางระเบียบและออกข้อบังคับของมหาวิทยาลัย และอาจมอบให้ส่วนราชการใดในมหาวิทยาลัยเป็นผู้วางระเบียบและออกข้อบังคับ สำหรับส่วนราชการนั้นเป็นเรื่องๆ ไปก็ได้
    (๓) อนุมัติให้ปริญญา ประกาศนียบัตรบัณฑิต อนุปริญญา และประกาศนียบัตร
    (๔) พิจารณาการจัดตั้ง การรวม และการยุบเลิกสำนักงานวิทยาเขต บัณฑิตวิทยาลัย คณะ วิทยาลัย สถาบัน สำนัก ศูนย์หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ รวมทั้งการแบ่งส่วนราชการของหน่วยงานดังกล่าว
    (๕) อนุมัติการรับสถาบันการศึกษาชั้นสูง สถาบันวิจัย และสถาบันส่งเสริมวิชาการชั้นสูงเข้าสมทบหรือการยกเลิกการสมทบของสถาบันดังกล่าว
    (๖) กำหนดเขตการศึกษาของมหาวิทยาลัยให้เป็นวิทยาเขต
    (๗) พิจารณาให้ความเห็นชอบหลักสูตรการศึกษาให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่ทบวงมหาวิทยาลัยกำหนด
    (๘) พิจารณาเสนอเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง และพิจารณาถอดถอนอธิการบดี ศาสตราจารย์และศาสตราจารย์พิเศษ
    (๙) แต่งตั้งและถอดถอนรองอธิการบดี คณบดี ผู้อำนวยการสถาบัน ผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการศูนย์ หัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ รองศาสตราจารย์พิเศษ และผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ
    (๑๐) แต่งตั้งและถอดถอนประธานกรรมการหรือกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย
    (๑๑) อนุมัติงบประมาณรายจ่ายจากเงินรายได้ของมหาวิทยาลัย
    (๑๒) วางระเบียบและออกข้อบังคับต่างๆ เกี่ยวกับการเงินและทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย
    (๑๓) แต่งตั้งคณะกรรมการ อนุกรรมการ หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งเพื่อกระทำการใดๆ อันอยู่ในอำนาจและหน้าที่ของสภามหาวิทยาลัย
    (๑๔) พิจารณาและให้ความเห็นชอบในเรื่องที่เกี่ยวกับกิจการของมหาวิทยาลัยตามที่อธิการบดีเสนอ และอาจมอบหมายให้อธิการบดีดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งอันอยู่ในอำนาจและหน้าที่ของสภามหาวิทยาลัยก็ได้
    (๑๕) พิจารณาให้ความเห็นชอบและอนุมัติในเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวกับกิจการของมหาวิทยาลัยซึ่งมิได้ระบุให้เป็นหน้าที่ของผู้ใดผู้หนึ่งโดยเฉพาะ
    มาตรา ๑๗ การประชุมของสภามหาวิทยาลัย ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
    มาตรา ๑๘ ให้มีคณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัยขึ้นคณะหนึ่ง ประกอบด้วยประธานกรรมการและกรรมการจำนวนหนึ่งซึ่งสภามหาวิทยาลัยแต่งตั้ง
    คณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัยมีหน้าที่ให้คำปรึกษาและข้อแนะนำแก่มหาวิทยาลัย และสนับสนุนการดำเนินกิจการของมหาวิทยาลัย
    จำนวน คุณสมบัติ วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่ง ของกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย ตลอดจนการประชุมของคณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
    มาตรา ๑๙ ให้มีอธิการบดีคนหนึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบการ บริหารงานของมหาวิทยาลัย และอาจมีรองอธิการบดีหรือผู้ช่วยอธิการบดี หรือจะมีทั้งรองอธิการบดีและผู้ช่วยอธิการบดี เพื่อทำหน้าที่และรับผิดชอบตามที่อธิการบดีมอบหมายก็ได้
    จำนวนรองอธิการบดีและผู้ช่วยอธิการบดีให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
    เพื่อประโยชน์ในการบังคับบัญชา ให้ถือว่าอธิการบดีเป็นอธิบดี รองอธิการบดีเป็นรองอธิบดี และผู้ช่วยอธิการบดีเป็นผู้ช่วยอธิบดี ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินและกฎหมายอื่น
    มาตรา ๒๐ อธิการบดีนั้นจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งโดยคำแนะนำของสภามหาวิทยาลัยจากบุคคลผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา ๒๑
    อธิการบดีมีวาระการดำรงตำแหน่งสี่ปี และจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งใหม่อีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันมิได้
    นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามวรรคสอง อธิการบดีพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
    (๑) ตาย
    (๒) ลาออก
    (๓) ถูกลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรง
    (๔) กระทำความผิดอาญาจนได้รับโทษโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
    (๕) ถูกให้ออกจากราชการเพราะเหตุมีมลทินหรือมัวหมองในกรณีที่ถูกสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง
    รองอธิการบดีนั้น ให้สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งโดยคำแนะนำของอธิการบดีจากบุคคลผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา ๒๑ และต้องเป็นข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย
    ผู้ช่วยอธิการบดีนั้น ให้อธิการบดีแต่งตั้งจากบุคคลซึ่งได้ปริญญาชั้นใดชั้นหนึ่งหรือเทียบเท่าจากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภามหาวิทยาลัยรับรอง และต้องเป็นข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย และให้อธิการบดีมีอำนาจถอดถอนผู้ช่วยอธิการบดีด้วย
    เมื่ออธิการบดีพ้นจากตำแหน่ง ให้รองอธิการบดีและผู้ช่วยอธิการบดีพ้นจากตำแหน่งด้วย
    มาตรา ๒๑ อธิการบดีและรองอธิการบดีต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้
    (๑) ได้ปริญญาเอกหรือเทียบเท่าจากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภามหาวิทยาลัยรับรอง และได้ทำการสอนหรือมีประสบการณ์ด้านการบริหารมาแล้วรวมเป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปีในมหาวิทยาลัยหรือในสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภามหาวิทยาลัยรับรอง หรือเคยดำรงตำแหน่งกรรมการสภามหาวิทยาลัยมาแล้วรวมเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสี่ปี หรือ
    (๒) ได้ปริญญาชั้นใดชั้นหนึ่งหรือเทียบเท่าจากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภามหาวิทยาลัยรับรอง และได้ทำการสอนหรือมีประสบการณ์ด้านการบริหารมาแล้วรวมเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสิบปีในมหาวิทยาลัยหรือในสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภามหาวิทยาลัยรับรอง หรือเคยดำรงตำแหน่งกรรมการสภามหาวิทยาลัยมาแล้วรวมเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสี่ปี
    มาตรา ๒๒ อธิการบดีมีอำนาจและหน้าที่ ดังนี้
    (๑) บริหารกิจการของมหาวิทยาลัยให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ และข้อบังคับของทางราชการและของมหาวิทยาลัย รวมทั้งนโยบาย และวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัย
    (๒) ควบคุมดูแลบุคลากร การเงิน การพัสดุ สถานที่ และทรัพย์สินอื่นของมหาวิทยาลัยให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
    (๓) เป็นผู้แทนมหาวิทยาลัยในกิจการทั่วไป
    (๔) เสนอรายงานประจำปีเกี่ยวกับกิจการด้านต่างๆ ของมหาวิทยาลัยต่อสภามหาวิทยาลัย
    (๕) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามระเบียบและข้อบังคับของมหาวิทยาลัย หรือตามที่สภามหาวิทยาลัยมอบหมาย
    มาตรา ๒๓ ในกรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้รองอธิการบดีเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้ามีรองอธิการบดีหลายคน ให้รองอธิการบดีที่อธิการบดีมอบหมายเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้าอธิการบดีมิได้มอบหมาย ให้รองอธิการบดีที่มีอาวุโสสูงสุดเป็นผู้รักษาราชการแทน
    ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีหรือไม่มีผู้รักษาราชการแทนอธิการบดีตามความในวรรคหนึ่ง หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งกรรมการสภามหาวิทยาลัยตามมาตรา ๑๔ (๓) คนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทนอธิการบดี และให้นำมาตรา ๓๙ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
    มาตรา ๒๔ ให้มีสภาข้าราชการ ประกอบด้วยกรรมการซึ่งข้าราชการของมหาวิทยาลัยเลือกจากข้าราชการของมหาวิทยาลัย
    สภาข้าราชการมีหน้าที่ให้คำปรึกษาและข้อแนะนำในกิจการของมหาวิทยาลัยต่ออธิการบดีและหน้าที่อื่นตามที่อธิการบดีมอบหมาย
    องค์ประกอบ จำนวน คุณสมบัติ หลักเกณฑ์และวิธีการเลือก วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการสภาข้าราชการ ตลอดจนการประชุม และการดำเนินงานของสภาข้าราชการ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
    มาตรา ๒๕ ในวิทยาเขตหนึ่ง ให้มีสำนักงานวิทยาเขต โดยมีรองอธิการบดีคนหนึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบงานของวิทยาเขตนั้นแทนอธิการบดีตามที่ได้รับมอบหมาย และจะให้มีผู้ช่วยอธิการบดีคนหนึ่งหรือหลายคน เพื่อทำหน้าที่และรับผิดชอบตามที่อธิการบดีมอบหมายก็ได้
    มาตรา ๒๖ ในวิทยาเขตหนึ่ง ให้มีคณะกรรมการประจำวิทยาเขตคณะหนึ่ง องค์ประกอบ จำนวน คุณสมบัติ หลักเกณฑ์และวิธีการได้มา วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการประจำวิทยาเขต ตลอดจนการประชุมของคณะกรรมการประจำวิทยาเขต และการจัดระบบบริหารงานในวิทยาเขต ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
    มาตรา ๒๗ คณะกรรมการประจำวิทยาเขต มีอำนาจและหน้าที่ดังนี้
    (๑) ให้คำปรึกษาและข้อแนะนำเกี่ยวกับการดำเนินกิจการต่างๆ ของวิทยาเขตต่ออธิการบดี
    (๒) ประสานงานระหว่างบัณฑิตวิทยาลัย คณะ วิทยาลัย สถาบัน สำนัก ศูนย์และหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะภายในวิทยาเขต
    (๓) พิจารณาเสนอการออกระเบียบปฏิบัติของวิทยาเขตต่ออธิการบดี และวางระเบียบหรือออกข้อบังคับอื่นตามที่สภามหาวิทยาลัยมอบหมาย
    (๔) พิจารณาเสนอแผนพัฒนา แผนงานและงบประมาณประจำปีของหน่วยงานต่างๆ ของวิทยาเขตต่อรองอธิการบดีประจำวิทยาเขต
    (๕) ปฏิบัติงานอื่นตามที่อธิการบดีมอบหมาย
    มาตรา ๒๘ ในบัณฑิตวิทยาลัย ให้มีคณบดีคนหนึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา และรับผิดชอบงานของบัณฑิตวิทยาลัย และจะให้มีรองคณบดีคนหนึ่งหรือหลายคนก็ได้ เพื่อทำหน้าที่และรับผิดชอบตามที่คณบดีมอบหมาย
    คณบดีนั้น ให้สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งโดยคำแนะนำของอธิการบดีจากบุคคลผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา ๒๙
    รองคณบดีนั้น ให้อธิการบดีแต่งตั้งโดยคำแนะนำของคณบดีจากบุคคลผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา ๒๙
    คณบดีมีวาระการดำรงตำแหน่งสี่ปี และอาจได้รับแต่งตั้งใหม่อีกได้แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันมิได้
    เมื่อคณบดีพ้นจากตำแหน่ง ให้รองคณบดีพ้นจากตำแหน่งด้วย
    มาตรา ๒๙ คณบดีและรองคณบดีของบัณฑิตวิทยาลัยจะต้องมีคุณสมบัติได้ปริญญาชั้นใดชั้นหนึ่งหรือเทียบเท่าจากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภามหาวิทยาลัยรับรอง และได้ทำการสอนมาแล้วรวมเป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปีในมหาวิทยาลัยหรือในสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภามหาวิทยาลัยรับรอง
    มาตรา ๓๐ ในบัณฑิตวิทยาลัย ให้มีคณะกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลัยคณะหนึ่ง
    องค์ประกอบ จำนวน คุณสมบัติ หลักเกณฑ์และวิธีการได้มา วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลัย ตลอดจนอำนาจและหน้าที่ และการประชุมของคณะกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลัย และการจัดระบบบริหารงานในบัณฑิตวิทยาลัย ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
    มาตรา ๓๑ ในคณะหนึ่ง ให้มีคณบดีคนหนึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบงานของคณะ และจะให้มีรองคณบดีคนหนึ่งหรือหลายคนก็ได้ เพื่อทำหน้าที่และรับผิดชอบตามที่คณบดีมอบหมาย
    การแต่งตั้ง วาระการดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง และคุณสมบัติของคณบดีและรองคณบดีตามวรรคหนึ่ง ให้นำมาตรา ๒๘ และมาตรา ๒๙ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
    มาตรา ๓๒ ในคณะหนึ่ง ให้มีคณะกรรมการประจำคณะคณะหนึ่ง
    องค์ประกอบ จำนวน คุณสมบัติ หลักเกณฑ์และวิธีการได้มา วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการประจำคณะ ตลอดจนการประชุมของคณะกรรมการประจำคณะและการจัดระบบบริหารงานในคณะ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
    มาตรา ๓๓ คณะกรรมการประจำคณะ มีอำนาจและหน้าที่ดังนี้
    (๑) วางนโยบายและแผนงานของคณะให้สอดคล้องกับนโยบายของสภามหาวิทยาลัย
    (๒) พิจารณาหลักสูตรและรายละเอียดเกี่ยวกับหลักสูตรสำหรับคณะเพื่อเสนอต่อสภามหาวิทยาลัย
    (๓) พิจารณาวางระเบียบ และออกข้อบังคับภายในคณะตามที่สภามหาวิทยาลัยมอบหมายหรือเพื่อเสนอต่อสภามหาวิทยาลัย
    (๔) พิจารณาเสนอเกี่ยวกับการดำรงตำแหน่งทางวิชาการของคณาจารย์ในคณะต่อมหาวิทยาลัย
    (๕) จัดการวัดผล ประเมินผล และควบคุมมาตรฐานการศึกษาของคณะ
    (๖) ส่งเสริมงานวิจัย งานบริการวิชาการแก่สังคม และงานทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม
    (๗) ให้คำปรึกษาและเสนอความเห็นต่อคณบดี
    (๘) ปฏิบัติงานอื่นที่เกี่ยวกับกิจการของคณะหรือตามที่อธิการบดีมอบหมาย
    มาตรา ๓๔ ในกรณีที่มีการแบ่งภาควิชาหรือแบ่งหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชาในคณะ ให้มีหัวหน้าภาควิชาหรือหัวหน้า หน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชาคนหนึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบงานของภาควิชา หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชา และจะให้มีรองหัวหน้าภาควิชาหรือรองหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชาคนหนึ่งหรือหลายคนก็ได้ เพื่อทำหน้าที่และรับผิดชอบตามที่หัวหน้าภาควิชาหรือหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชามอบหมาย
    หัวหน้าภาควิชาหรือหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชารวมทั้งผู้ดำรงตำแหน่งรองของตำแหน่งดังกล่าว ให้แต่งตั้งจากคณาจารย์ประจำของมหาวิทยาลัย ซึ่งได้ทำการสอนมาแล้วรวมเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสามปีในมหาวิทยาลัย หรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภามหาวิทยาลัยรับรอง
    การแต่งตั้งหัวหน้าภาควิชาหรือหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชารวมทั้งผู้ดำรงตำแหน่งรองของตำแหน่งดังกล่าวให้อธิการบดีแต่งตั้งโดยคำแนะนำของคณบดี
    หัวหน้าภาควิชาหรือหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชา มีวาระการดำรงตำแหน่งสี่ปี และอาจได้รับแต่งตั้งใหม่อีกได้แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันมิได้
    เมื่อหัวหน้าภาควิชาหรือหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชาพ้นจากตำแหน่ง ให้ผู้ดำรงตำแหน่งรองของตำแหน่งดังกล่าวพ้นจากตำแหน่งด้วย
    มาตรา ๓๕ ในวิทยาลัยหนึ่ง ให้มีคณบดีคนหนึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบงานของวิทยาลัย และจะให้มีรองคณบดีคนหนึ่งหรือหลายคนเพื่อทำหน้าที่และรับผิดชอบตามที่คณบดีมอบหมายก็ได้
    การแต่งตั้ง วาระการดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง และคุณสมบัติของคณบดีและรองคณบดีตามวรรคหนึ่ง ให้นำมาตรา ๒๘ และมาตรา ๒๙ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
    มาตรา ๓๖ ในวิทยาลัยหนึ่ง ให้มีคณะกรรมการประจำวิทยาลัยคณะหนึ่ง
    องค์ประกอบ จำนวน คุณสมบัติ หลักเกณฑ์และวิธีการได้มา วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการประจำวิทยาลัย ตลอดจนอำนาจและหน้าที่ และการประชุมของคณะกรรมการประจำวิทยาลัย และการจัดระบบบริหารงานในวิทยาลัยให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
    ในกรณีที่มีการแบ่งภาควิชาหรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชาในวิทยาลัยให้นำมาตรา ๓๔ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
    มาตรา ๓๗ ในแต่ละสถาบัน สำนัก ศูนย์หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ ให้มีผู้อำนวยการสถาบัน ผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการศูนย์ หรือหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะคนหนึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา และรับผิดชอบงานของสถาบัน สำนัก ศูนย์ หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ และจะให้มีรองผู้อำนวยการ หรือรองหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะคนหนึ่งหรือหลายคนก็ได้ เพื่อทำหน้าที่และรับผิดชอบตามที่ผู้อำนวยการสถาบัน ผู้อำนวยการ สำนัก ผู้อำนวยการศูนย์ หรือหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะมอบหมาย
    การแต่งตั้ง วาระการดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง และคุณสมบัติของผู้อำนวยการสถาบัน ผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการศูนย์หรือหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ รวมทั้งผู้ดำรงตำแหน่งรองของตำแหน่งดังกล่าวให้นำมาตรา ๒๘ และมาตรา ๒๙ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
    มาตรา ๓๘ ในแต่ละสถาบัน สำนัก ศูนย์หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ ให้มีคณะกรรมการประจำสถาบัน สำนัก ศูนย์หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ แล้วแต่กรณี คณะหนึ่ง
    องค์ประกอบ จำนวน คุณสมบัติ หลักเกณฑ์และวิธีการได้มา วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการ ตลอดจนอำนาจและหน้าที่ และการประชุมของคณะกรรมการประจำสถาบัน สำนัก ศูนย์หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ และการจัดระบบบริหารงานในสถาบัน สำนัก ศูนย์หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
    มาตรา ๓๙ ผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี รองอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดีคณบดี รองคณบดี ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ หัวหน้าภาควิชา รองหัวหน้าภาควิชา หัวหน้าหน่วยงานและรองหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ หรือภาควิชา ต้องสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เต็มเวลาและจะดำรงตำแหน่งดังกล่าวเกินหนึ่งตำแหน่งในขณะเดียวกันมิได้
    ผู้ดำรงตำแหน่งตามวรรคหนึ่งอยู่หนึ่งตำแหน่งแล้ว จะรักษาราชการแทนตำแหน่งอื่นอีกหนึ่งตำแหน่งก็ได้ แต่ต้องไม่เกินหกเดือน
    มาตรา ๔๐ วิธีการสรรหาบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นนายกสภามหาวิทยาลัยกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ อธิการบดี คณบดี ผู้อำนวยการ หัวหน้าภาควิชา และหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะหรือภาควิชา ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
    มาตรา ๔๑ เพื่อประโยชน์ในการบริหารราชการในบัณฑิตวิทยาลัย คณะ วิทยาลัย สถาบัน สำนัก ศูนย์ และภาควิชา หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะหรือภาควิชา อำนาจในการสั่ง การอนุญาตการอนุมัติ การปฏิบัติราชการหรือการดำเนินการอื่นที่อธิการบดีจะพึงปฏิบัติหรือดำเนินการตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง หรือมติของคณะรัฐมนตรีในเรื่องใด ถ้ากฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง หรือมติของคณะรัฐมนตรีในเรื่องนั้นมิได้กำหนดเรื่องการมอบอำนาจไว้เป็นอย่างอื่น หรือมิได้ห้ามในเรื่องการมอบอำนาจไว้ อธิการบดีจะมอบอำนาจโดยทำเป็นหนังสือให้ผู้ดำรงตำแหน่งคณบดี ผู้อำนวยการ หัวหน้าภาควิชา หรือหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะหรือภาควิชาปฏิบัติราชการแทนอธิการบดีเฉพาะในราชการของหน่วยงานนั้นก็ได้
    ให้ผู้ปฏิบัติราชการแทนตามวรรคหนึ่ง มีอำนาจและหน้าที่ตามที่อธิการบดีกำหนด
    มาตรา ๔๒ ให้ผู้ปฏิบัติราชการแทนหรือผู้รักษาราชการแทนตามมาตรา ๑๙ มาตรา ๒๓ มาตรา ๒๘ มาตรา ๓๑ มาตรา ๓๔ มาตรา ๓๕ และมาตรา ๓๗ อำนาจและหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ซึ่งตนแทน
    ในกรณีที่กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง หรือมติของคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ผู้ดำรงตำแหน่งใดเป็นกรรมการหรือให้มีอำนาจหน้าที่อย่างใด ให้ผู้ปฏิบัติราชการแทน หรือผู้รักษาราชการแทน ทำหน้าที่กรรมการหรือมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ดำรงตำแหน่งนั้นในระหว่างที่ปฏิบัติราชการแทนหรือรักษาราชการแทนด้วย แล้วแต่กรณี
    หมวด ๓
    ตำแหน่งทางวิชาการ
    มาตรา ๔๓ คณาจารย์ประจำของมหาวิทยาลัยมีตำแหน่งทางวิชาการ ดังนี้
    (๑) ศาสตราจารย์
    (๒) รองศาสตราจารย์
    (๓) ผู้ช่วยศาสตราจารย์
    (๔) อาจารย์
    คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ และวิธีการแต่งตั้งและถอดถอนคณาจารย์ประจำตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย
    มาตรา ๔๔ ศาสตราจารย์พิเศษนั้น จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งโดยคำแนะนำของสภามหาวิทยาลัยจากผู้ซึ่งมิได้เป็นคณาจารย์ประจำของมหาวิทยาลัย
    คุณสมบัติและหลักเกณฑ์ในการแต่งตั้งศาสตราจารย์พิเศษ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
    มาตรา ๔๕ สภามหาวิทยาลัยอาจแต่งตั้งผู้ซึ่งมีคุณสมบัติเหมาะสมและมิได้เป็นคณาจารย์ประจำของมหาวิทยาลัย เป็นรองศาสตราจารย์พิเศษและผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษได้
    อธิการบดีอาจแต่งตั้งผู้ซึ่งมีคุณสมบัติเหมาะสมและมิได้เป็นคณาจารย์ประจำของมหาวิทยาลัยเป็นอาจารย์พิเศษโดยคำแนะนำของคณบดี ผู้อำนวยการหรือหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะได้
    คุณสมบัติและหลักเกณฑ์ในการแต่งตั้งรองศาสตราจารย์พิเศษ ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ และอาจารย์พิเศษตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
    มาตรา ๔๖ ศาสตราจารย์ที่มีความรู้ความสามารถและความชำนาญเป็นพิเศษ ซึ่งพ้นจากตำแหน่งไปโดยไม่มีความผิด สภามหาวิทยาลัยอาจแต่งตั้งให้เป็นศาสตราจารย์เกียรติคุณในสาขาวิชาที่ศาสตราจารย์ผู้นั้นมีความเชี่ยวชาญเพื่อเป็นเกียรติยศได้
    คุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์เกียรติคุณ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
    มาตรา ๔๗ ให้ผู้ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์พิเศษ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ รองศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์พิเศษ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ หรือผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ ตามความในหมวดนี้ มีสิทธิใช้ชื่อศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์พิเศษ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ รองศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์พิเศษ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ หรือผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ แล้วแต่กรณี เป็นคำนำหน้านาม เพื่อแสดงวิทยฐานะได้ตลอดไป
    การใช้คำนำหน้านามตามความในวรรคหนึ่ง ให้ใช้อักษรย่อ ดังนี้
    ศาสตราจารย์                        ใช้อักษรย่อ ศ.
    ศาสตราจารย์พิเศษ                 ใช้อักษรย่อ ศ. (พิเศษ)
    ศาสตราจารย์เกียรติคุณ            ใช้อักษรย่อ ศ. (เกียรติคุณ)
    รองศาสตราจารย์                   ใช้อักษรย่อ รศ.
    รองศาสตราจารย์พิเศษ            ใช้อักษรย่อ รศ. (พิเศษ)
    ผู้ช่วยศาสตราจารย์                 ใช้อักษรย่อ ผศ.
    ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ           ใช้อักษรย่อ ผศ. (พิเศษ)
    หมวด ๔
    ปริญญาและเครื่องหมายวิทยฐานะ
    มาตรา ๔๘ ปริญญามีสามชั้น คือ
    ปริญญาเอก      เรียกว่า ดุษฎีบัณฑิต      ใช้อักษรย่อ ด.
    ปริญญาโท        เรียกว่า มหาบัณฑิต      ใช้อักษรย่อ ม.
    ปริญญาตรี       เรียกว่า บัณฑิต           ใช้อักษรย่อ บ.
    มาตรา ๔๙ มหาวิทยาลัยมีอำนาจให้ปริญญาในสาขาวิชาที่มีการสอนในมหาวิทยาลัยหรือสถาบันที่เข้าสมทบในมหาวิทยาลัยตามมาตรา ๑๐ ได้
    การกำหนดให้สาขาวิชาใดมีปริญญาชั้นใด และจะใช้อักษรย่อสำหรับสาขาวิชานั้นอย่างไร ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
    มาตรา ๕๐ สภามหาวิทยาลัยอาจออกข้อบังคับกำหนดให้ผู้สำเร็จการศึกษาชั้นปริญญาตรีได้รับปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง หรือปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับสองได้
    มาตรา ๕๑ สภามหาวิทยาลัยอาจออกข้อบังคับกำหนดให้มีประกาศนียบัตรบัณฑิต อนุปริญญา และประกาศนียบัตร สำหรับสาขาวิชาใดได้ ดังนี้
    (๑) ประกาศนียบัตรบัณฑิต ออกให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาในสาขาวิชาใดสาขาวิชาหนึ่งภายหลังที่ได้รับปริญญาแล้ว
    (๒) อนุปริญญา ออกให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรในสาขาวิชาใดสาขาวิชาหนึ่งก่อนถึงขั้นได้รับปริญญาตรี
    (๓) ประกาศนียบัตร ออกให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาเฉพาะวิชา
    มาตรา ๕๒ มหาวิทยาลัยมีอำนาจให้ปริญญากิตติมศักดิ์แก่บุคคลซึ่งสภามหาวิทยาลัยเห็นว่าทรงคุณวุฒิสมควรแก่ปริญญานั้นๆ แต่จะให้ปริญญาดังกล่าวแก่คณาจารย์ประจำ ผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ในมหาวิทยาลัย นายกสภามหาวิทยาลัยหรือกรรมการสภามหาวิทยาลัย ในขณะที่ดำรงตำแหน่งนั้นๆ ไม่ได้
    ชั้น สาขาของปริญญา และหลักเกณฑ์การให้ปริญญากิตติมศักดิ์ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
    มาตรา ๕๓ มหาวิทยาลัยอาจกำหนดให้มีครุยวิทยฐานะหรือเข็มวิทยฐานะเป็นเครื่องหมายแสดงวิทยฐานะของผู้ได้รับปริญญา ประกาศนียบัตรบัณฑิต อนุปริญญาและประกาศนียบัตร และอาจกำหนดให้มีครุยประจำตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยกรรมการสภามหาวิทยาลัย หรือครุยประจำตำแหน่งคณาจารย์ของมหาวิทยาลัยก็ได้
    การกำหนดลักษณะ ชนิด ประเภท และส่วนประกอบของครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ และครุยประจำตำแหน่ง ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
    ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ และครุยประจำตำแหน่งจะใช้ในโอกาสใดโดยมีเงื่อนไขอย่างใด ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
    มาตรา ๕๔ สภามหาวิทยาลัยอาจออกข้อบังคับกำหนดให้มีเครื่องแบบเครื่องหมาย หรือเครื่องแต่งกายนิสิตได้ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
    หมวด ๕
    บทกำหนดโทษ
    มาตรา ๕๕ ผู้ใดใช้ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ ครุยประจำตำแหน่งเครื่องแบบ เครื่องหมาย หรือเครื่องแต่งกายนิสิตของมหาวิทยาลัย โดยไม่มีสิทธิที่จะใช้ หรือแสดงด้วยประการใดๆ ว่าตนมีปริญญา ประกาศนียบัตรบัณฑิต อนุปริญญา ประกาศนียบัตร หรือตำแหน่งของมหาวิทยาลัย โดยที่ตนไม่มีสิทธิ ถ้าได้กระทำเพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนมีสิทธิที่จะใช้ หรือมีวิทยฐานะหรือตำแหน่งเช่นนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    บทเฉพาะกาล
    มาตรา ๕๖ ให้ผู้ดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัยซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา คงดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ และมีการเลือกกรรมการสภามหาวิทยาลัยตามพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ ต้องไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
    ในระหว่างที่ยังไม่มีข้อบังคับเกี่ยวกับการประชุมของสภามหาวิทยาลัยตามมาตรา ๑๗ ให้นำบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๑๑ ว่าด้วยเรื่องนี้ใช้บังคับไปพลางก่อน
    มาตรา ๕๗ ให้ผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี คณบดี ผู้อำนวยการสถาบัน ผู้อำนวยการสำนัก และหัวหน้าภาควิชาอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา คงดำรงตำแหน่งต่อไปจนครบวาระ
    ให้ผู้ดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีและรองคณบดี อยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา คงดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่าผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี หรือคณบดีตามวรรคหนึ่ง แล้วแต่กรณี จะพ้นจากตำแหน่ง
    มาตรา ๕๘ ให้ผู้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการประจำคณะ คณะกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลัย คณะกรรมการประจำสถาบัน และคณะกรรมการประจำสำนักของมหาวิทยาลัย อยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา คงดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะได้มีการแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการดังกล่าวตามพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งต้องไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
    มาตรา ๕๙ การนับวาระการดำรงตำแหน่งของอธิการบดี คณบดี ผู้อำนวยการสถาบัน ผู้อำนวยการสำนัก และหัวหน้าภาควิชา ให้นับวาระการดำรงตำแหน่งตามพระราชบัญญัตินี้เป็นวาระแรก
    มาตรา ๖๐ ให้ผู้ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ประจำ ศาสตราจารย์พิเศษ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ รองศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ และอาจารย์ประจำของมหาวิทยาลัยอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา มีฐานะเป็นศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์พิเศษ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ รองศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ หรืออาจารย์ประจำของมหาวิทยาลัยต่อไปตามพระราชบัญญัตินี้
    ให้ผู้ซึ่งเป็นอาจารย์พิเศษของมหาวิทยาลัยอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นอาจารย์พิเศษของมหาวิทยาลัยต่อไปตามพระราชบัญญัตินี้จนครบกำหนดเวลาที่ได้รับการแต่งตั้ง
    มาตรา ๖๑ บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิของผู้ที่ได้รับปริญญา ประกาศนียบัตรชั้นสูง อนุปริญญา หรือประกาศนียบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งมีอยู่แล้วก่อนวันใช้พระราชบัญญัตินี้
    มาตรา ๖๒ ในระหว่างที่ยังไม่มีพระราชกฤษฎีกา ประกาศทบวงมหาวิทยาลัย ระเบียบ และข้อบังคับเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ ให้นำพระราชกฤษฎีกา ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ประกาศทบวงมหาวิทยาลัย ระเบียบ และข้อบังคับ ที่ใช้อยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา มาใช้บังคับโดยอนุโลม
    ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
    ชวน หลีกภัย
    นายกรัฐมนตรี
    หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๑๑ ได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานานแล้ว และในขณะนี้การดำเนินงานของมหาวิทยาลัยได้ขยายเพิ่มมากขึ้นทั้งในด้านการผลิตบัณฑิตสาขาวิชาต่างๆ ตลอดจนการค้นคว้า การวิจัย และการให้บริการทางวิชาการแก่สังคมและภารกิจด้านอื่นๆ สมควรปรับปรุงโครงสร้างและระบบบริหารงานของมหาวิทยาลัยเสียใหม่ เพื่อให้การบริหารงานและการจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัยมีความคล่องตัวและเหมาะสมกับสภาพการณ์ปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

     

  • คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ถือกำเนิดมาจากโรงเรียนช่างชลประทาน สังกัดกรมชลประทาน กระทรวงเกษตราธิการ ซึ่งได้ก่อตั้งเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2481 โดยระยะแรกเป็นหลักสูตรประกาศนียบัตรช่างชลประทาน (2 ปี) และมีประวัติความเป็นมายาวนานก่อนจะได้รับการจัดตั้งให้เป็นคณะวิศวกรรม ศาสตร์ อย่างเป็นทางการและได้มีการพัฒนาการต่างๆ เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ดังนี้

    1 สิงหาคม 2481 ม.ล.ชู ชาติ กำภู ได้จัดตั้งโรงเรียนช่างชลประทาน สังกัดกรมชลประทาน (สามเสน) กระทรวงเกษตราธิการ เปิดทำการเรียนการสอนหลักสูตรประกาศนียบัตรช่างชลประทาน (2 ปี) เพื่อผลิตช่างชลประทานให้เป็นกำลังสำคัญของกรมชลประทาน สำหรับการสำรวจ การออกแบบ การก่อสร้าง การบริหารงานก่อสร้างและบำรุงรักษาโครงการชลประทาน
    พ.ศ.2485-2492 หยุดสอนในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2
    2 ตุลาคม พ.ศ. 2492 โรงเรียนการชลประทาน สังกัดกรมชลประทาน กระทรวงเกษตราธิการ หลักสูตรประกาศนียบัตรช่างชลประทาน (3 ปี)
    23 สิงหาคม พ.ศ. 2494 เปลี่ยน ชื่อเป็น “โรงเรียนการชลประทาน” สมทบเข้าเป็นเครือของ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
    พ.ศ. 2497 คณะวิศวกรรมชลประทาน เครือของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หลักสูตร ช่างชลประทานบันฑิต (5 ปี)
    พ.ศ. 2498 ย้ายคณะฯ จากกรมชลประทาน สามเสน ไปที่กรมชลประทาน ปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี
    พ.ศ. 2507 เปลี่ยนเป็นหลักสูตรวิศวกรรมชลประทานบัณฑิต (4 ปี)

    คณะวิศวกรรมศาสตร์ : ก้าวแรกของสถาบันชั้นแนวหน้าในด้านวิศวกรรมศาสตร์ของประเทศ

    1 มีนาคม พ.ศ. 2509 เปลี่ยน เป็นคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทบวงมหาวิทยาลัย หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต (4 ปี)
    พ.ศ. 2509-2510 เปิดสอนระดับปริญญาตรี สาขาวิชาวิศวกรรมเกษตร
    พ.ศ. 2510-2511 เปิดสอนระดับปริญญาตรี สาขาวิชาวิศวกรรมโยธา และสาขาวิชา วิศวกรรมเครื่องกล-ไฟฟ้า
    พ.ศ. 2512-2513 เปิดสอนระดับปริญญาโท สาขาวิศวกรรมชลประทาน
    1 ตุลาคม พ.ศ. 2513 ย้ายคณะฯ จากกรมชลประทาน ปากเกร็ด มาอยู่ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน และเปิดสอนระดับปริญญาตรี สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า
    พ.ศ. 2514-2515 ปรับหลักสูตรระดับปริญญาตรี สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกล-ไฟฟ้า เป็น สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกล
    พ.ศ. 2518-2519 เปิดสอนระดับปริญญาโท สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า
    พ.ศ. 2519-2520 เปิดสอนระดับปริญญาโท สาขาวิชาวิศวกรรมโยธา
    พ.ศ. 2522-2523 ย้ายภาควิชาวิศวกรรมเกษตร และวิศวกรรมชลประทาน ชั้นปีที่ 3-4 ไปอยู่ วิทยาเขตกำแพงแสน จ.นครปฐม
    พ.ศ. 2525-2526 เปิดสอนระดับปริญญาตรี สาขาวิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ และ สาขาวิชาวิศวกรรมอุตสาหการ
    พ.ศ. 2526-2527 เปิดสอนระดับปริญญาโท สาขาวิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ
    พ.ศ. 2530-2531 เปิดสอนระดับปริญญาตรี สาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ เปิดสอนระดับปริญญาโท สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกล
    พ.ศ. 2532-2533 เปิดสอนระดับปริญญาตรี สาขาวิชาวิศวกรรมเคมี เปิดสอนโครงการวิศวฯ ภาคพิเศษ 4 สาขา ได้แก่
    สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกล
    สาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์
    สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า
    และสาขาวิชา วิศวกรรมอุตสาหการ
    พ.ศ. 2534 ยกเลิกการเปิดสอนหลักสูตรระดับปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์ ภาคพิเศษ สาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์
    พ.ศ. 2535 เปิด สอนระดับปริญญาโท สาขาวิชาวิศวกรรมเกษตร และเปิดสอนโครงการวิศวฯ ภาคพิเศษ สาขาวิชาวิศวกรรมเคมี รับวิทยาลัยการชลประทานเป็นสถาบันสมทบของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
    จัดตั้งศูนย์บริการวิชาการและสนเทศทางวิศวกรรม จัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีการผลิตทางอุตสาหกรรม จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการวิศวกรรมพลังงานและสิ่งแวดล้อม
    จัดตั้งศูนย์คอมพิวเตอร์วิศวกรรม
    พ.ศ. 2536 เปิดสอนระดับปริญญาตรี
    สาขาวิชาวิศวกรรมการอาหาร
    สาขาวิชาวิศวกรรมการบินและอวกาศ
    สาขาวิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม
    เปิดสอนระดับปริญญาโท
    สาขาวิชาวิศวกรรมอุตสาหการ
    เปิดสอนระดับปริญญาเอก
    สาขาวิชาวิศวกรรมโยธา
    จัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมเกษตรศาสตร์ –ไอบีเอ็ม AIX ณ ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ โดยได้รับทุนสนับสนุนจากบริษัท IBM จำกัด
    พ.ศ. 2537 เปิดสอนระดับปริญญาตรี สาชาวิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์
    พ.ศ. 2538 เปิดสอนระดับปริญญาโท
    สาขาวิชาวิศวกรรมชลประทาน ภาคพิเศษ
    สาขาวิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม
    สาขาวิชาวิศวกรรมเคมี
    จัดตั้งศูนย์วิชาการจัดระบบการจราจรและการขนส่งเมืองภูมิภาค (ภาคกลาง) โดยได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (สจร.)
    พ.ศ. 2540 เปิดสอนระดับปริญญาโท
    สาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ภาคพิเศษ
    จัดตั้งศูนย์พัฒนาระบบคุณภาพ
    จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการวิจัยเทคโนโลยีทรัพยากรน้ำ
    จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการวิจัยวิศวกรรมชลประทาน เกษตร และอาหาร
    จัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาวิศวกรรมปฐพีและฐานราก
    จัดตั้งหน่วยปฏิบัติการวิจัยลักษณะผงและอนุภาค
    พ.ศ. 2541 เปิดสอนระดับปริญญาตรี
    สาขาวิศวกรรมวัสดุ
    เปิดสอนระดับปริญญาโท
    สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ภาคพิเศษ
    สาขาวิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ ภาคพิเศษ
    สาขาวิชาวิศวกรรมอุตสาหการนานาชาติ
    สาขาวิชาวิศวกรรมโยธานานาชาติ
    จัดตั้งสถาบันค้นคว้าและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตทางอุตสาหกรรม (RDiPT)
    พ.ศ. 2542 เปิดสอนระดับปริญญาตรี
    สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้าเครื่องกลการผลิต
    ปริญญาตรีร่วมนานาชาติ 2 ปริญญา
    สาขาวิชาวิศวกรรมการบินและอวกาศยานและ บริหารธุรกิจ
    เปิดสอนระดับปริญญาเอก
    สาขาวิชาวิศวกรรมอุตสาหการ
    สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า
    จัดตั้งสถาบันวิศวกรรมพลังงาน
    จัดตั้งศูนย์วิศวกรรมประยุกต์และสารสนเทศ กำแพงแสน
    จัดตั้งศูนย์ศึกษาการจัดการการบำรุงรักษา
    พ.ศ. 2543 เปิดสอนระดับปริญญาโท
    สาขาวิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม ภาคพิเศษ
    สาขาวิชาวิศวกรรมการอาหาร
    วิทยาลัยการชลประทาน เปิดสอนระดับปริญญาโท สาขาวิชาวิศวกรรมชลประทาน ภาคพิเศษ
    เปิดสอนระดับปริญญาเอก
    สาขาวิชาวิศวกรรมชลประทาน
    สาขาวิชาวิศวกรรมเคมี
    ภาควิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์
    ได้รับการจัดตั้งเป็นคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และแยกออกจากสังกัดคณะวิศวกรรมศาสตร์ จัดตั้งสถาบันเครือข่ายพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME)
    จัดตั้งสถาบันวิศวกรรมป้องกันอัคคีภัย
    พ.ศ. 2544 เปิดสอนระดับปริญญาตรี
    วิศวกรรมศาสตร์ ภาคพิเศษ
    สาขาวิชาวิศวกรรมโยธา วิทยาเขตกำแพงแสน เฉพาะวันเสาร์และวันอาทิตย์
    เปิดสอนระดับปริญญาโท
    สาขาวิชาวิศวกรรมความปลอดภัย ภาคพิเศษ
    สาขาวิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม นานาชาติ
    เปิดสอนระดับปริญญาเอก
    สาขาวิชาวิศวกรรมอุตสาหการ นานาชาติ
    จัดตั้งศูนย์วิจัยคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงและเครือข่ายคอมพิวเตอร์
    พ.ศ. 2545 เปิดสอนระดับปริญญาเอก
    สาขาวิชาวิศวกรรมเกษตร
    สาขาวิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม
    สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกล
    สาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ภาคพิเศษ
    พ.ศ. 2546 เปิดสอนระดับปริญญาตรี ภาคพิเศษ
    สาขาวิชาวิศวกรรมสำรวจและสารสนเทศภูมิศาสตร์
    เปิดสอนระดับปริญญาตรีนานาชาติ
    สาขาวิชาวิศวกรรมซอฟต์แวร์และความรู้
    สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกล
    สาขาวิชาวิศวกรรมอุตสาหการ
    ภาควิชาวิศวกรรมการบินและอวกาศยาน
    เปลี่ยนชื่อหลักสูตรจากหลักสูตร วศ.บ. สาขาวิชา วิศวกรรมการบินและอวกาศยาน เป็น วศ.บ. สาขาวิชาวิศวกรรมการบินและอวกาศ
    คณะวิศวกรรมศาสตร์ กำแพงแสน ซึ่งดูแลหลักสูตรทางด้านวิศวกรรมเกษตร วิศวกรรมชลประทาน วิศวกรรมอาหาร แยกการบริหาร ตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2546
    พ.ศ. 2547 เปิดสอนระดับปริญญาตรี
    สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้าเครื่องกลการผลิตนานาชาติ
    เปิดสอนระดับปริญญาโท
    สาขาวิชาการจัดการวิศวกรรม นานาชาติ
    สาขาวิชาการจัดการวิศวกรรม ภาคพิเศษ
    สาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตทางอุตสาหกรรม ภาคพิเศษ
    สาขาวิชาวิศวกรรมป้องกันอัคคีภัย ภาคพิเศษ
    สาขาวิชาวิศวกรรมโครงสร้างพื้นฐานและการบริหาร ภาคพิเศษ
    จัดตั้งศูนย์วิศวกรรมพลังงานและสิ่งแวดล้อม บางเขน
    พ.ศ. 2548 เปิดสอนระดับปริญญาตรี
    สาขาวิชาเทคโนโลยีการบิน (วท.บ.)
    สาขาวิชาการจัดการการบิน (วท.บ.)
    เปิดสอนระดับปริญญาโท
    สาขาวิชาวิศวกรรมการบินและอวกาศ ภาคพิเศษ
    สาขาวิชาวิศวกรรมเคมี นานาชาติ
    สาขาวิชาวิศวกรรมป้องกันอัคคีภัย
    เปิดสอนระดับปริญญาเอก
    สาขาวิชาวิศวกรรมเคมี นานาชาติ
    พ.ศ. 2549 เปิดหลักสูตรระดับประกาศนียบัตร
    สาขาวิชาวิศวกรรมโยธา นานาชาติ
    เปิดหลักสูตรระดับปริญญาโท
    สาขาวิชาวิศวกรรมวัสดุ
    พ.ศ. 2550 จัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมระบบอุตสาหกรรมอัตโนมัติ
    จัดตั้งศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางยานยนต์พลังงานทางเลือก
    จัดตั้งศูนย์เชี่ยวชาญระบบสมองกลฝังตัวเพื่อการเกษตร
    รับโอนย้ายศูนย์วิจัยโลหะและวัสดุจากเดิมสังกัดสถาบันวิจัยฯ มก. สังกัด คณะวิศวกรรมศาสตร์ และเปลี่ยนชื่อเป็น ศูนย์นวัตกรรมวัสดุ เมื่อ 3 มีนาคม 2551
    ปัจจุบันคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีจำนวนนิสิตแยกเป็นนิสิตระดับปริญญาตรี 5,922 คน ระดับปริญญาโท 1820 คน และระดับปริญญาเอก 247 คน  รวมทั้งสิ้น 7,989 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 2 พฤศจิกายน 2555) บริหารงานภายใต้วิสัยทัศน์ คณะวิศวกรรมศาสตร์มุ่งสู่ความเป็นเลิศด้านวิชาการ วิจัยและนวัตกรรมในระดับสากลที่สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน The Faculty of Engineering aims to achieve global recognition as a self-sustaining center of academic, research and innovation excellence  และปรัชญาคือผลิตบัณฑิตคุณภาพดี เทคโนโลยีก้าวหน้า  พึ่งพาตนเอง To produce high-caliber graduates through advanced technology and institutional self-dependence

  • Download (PDF, .pdf-.pdf)

  • ไตรมาสที่ 1

    ไตรมาสที่ 2

    ไตรมาสที่ 3